oneclubman

3 นักเตะปฏิเสธเงินก้อนโตแล้วเลือกทีมที่ตนรักและผูกพันธ์มากกว่าเงิน

เรื่องราวของความจงรักภักดี ในกีฬาฟุตบอล นั้นถือเป็นเรื่องที่หาได้น้อยมากๆ นะครับ วันนี้เรายก 3นักฟุตบอลเงินซื้อไม่ได้ ไม่ว่าจะในยุคสมัยก่อน หรือในปัจจุบันนี้ก็ตาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในโลกทุนนิยมปัจจุบัน ที่แทบทุกภาคส่วนของวงการล้วนขับเคลื่อนไปด้วย เม็ดเงินจำนวนมหาศาล ก็ยิ่งหาได้น้อยมากๆ ที่นักฟุตบอลฝีเท้า ดีสักคน จะอยู่โยงรับใช้ สโมสรเพียงแห่งเดียว

ซึ่งเอาเข้าจริงๆมันก็ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกครับ ที่นักฟุตบอลจะย้ายทีมเพื่อไปหาที่ทำงานใหม่ ที่ให้เงินที่มากกว่าสโมสรเก่า แถมยังเป็นสถานที่ที่ใหญ่กว่าในแง่ของชื่อเสียงทีมด้วยและหลายครั้งทีมใหญ่ๆในวงการฟุตบอล ก็มักจะคิดเอง เออเอง ว่าหากตนเองสนใจใครแล้วล่ะก็แค่ใช้เงินและชื่อเสียงของสโมสร ก็สามารถจะดึงดูดให้นักเตะคนนั้นๆอยากมาร่วมทีมด้วยได้ เพราะในความเป็นจริงแล้วนั้น มันยังมีนักฟุตบอลกลุ่มหนึ่ง ที่เงินทองมากมหาศาลเพียงใดก็ไม่สามารถจะซื้อความรักและศักดิ์ศรีของพวกเขาได้นั่นเอง

3นักฟุตบอลเงินซื้อไม่ได้ one club man มีใครบ้าง

และนี่คือตัวอย่างของยอดนักฟุตบอลระดับพรสวรรค์ ซึ่งปฏิเสธเงินก้อนโต เพียงเพื่อต้องการรับใช้ทีมที่ตนเองรักและผูกพันธ์มานาน หรือเรียกนักฟุตบอลประเภทนี้ง่ายๆว่า one club man

Pavel Nedved

1.พาเวล เนดเวด Pavel Nedved กับสโมสรยูเวนตุส

เริ่มกันที่คนแรกก็คือ พาเวล เนดเวด อดีตมิดฟิลด์ผมยาวสลวยทีมชาติสาธารณรัฐเช็ก เจ้าของรางวัลบัลลง ดอร์ ปี 2003 โดยเรื่องราวเริ่มต้นจากที่ในปี 2009 ที่สัญญาของ พาเวล เนดเวด กับสโมสรยูเวนตุส กำลังจะหมดลง แต่ในเวลานั้น ไม่มีทีท่าเลยว่าทางสโมสรม้าลาย จะมอบสัญญาฉบับใหม่ให้กับมิดฟิลด์ตัวเก่ง ที่รับใช้ทีมมาตั้งแต่ปี 2001

หนึ่งในเหตุผลสำคัญก็คือตัวเลขอายุของ พาเวล เนดเวด ที่ในตอนนั้นล่วงเลยมาจนถึง 37 ปีแล้วซึ่งถือว่ามากสำหรับนักฟุตบอลในตำแหน่งกองกลาง แต่ด้วยชื่อเสียงและความสามารถของเขาที่สั่งสมมานานมันจึงมีทีมอื่นๆที่ทราบข่าวว่า พาเวล เนดเวด กำลังจะหมดสัญญา เริ่มเสนอสัญญามาให้เขาพิจารณา และหนึ่งในสโมสรเหล่านั้นก็คือ อินเตอร์ มิลาน ที่ ณ เวลานั้นคุมทีมโดยกุนซือชาวโปรตุเกส โชเซ่ มูรินโญ่ ซึ่งตอนนั้น ทั้งตัว พาเวล เนดเวด ก็ทราบดีว่า โชเซ่ มูรินโญ่ ถือเป็นสุดยอดกุนซือคนหนึ่งของยุค และหากเขาตัดสินใจย้ายไปอยู่ด้วย ก็น่าจะประสบความสำเร็จส่งท้ายอาชีพนักฟุตบอลได้ไม่ยากอะไร

แต่สิ่งเดียวเท่านั้น ที่ทำให้ดีลครั้งนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นได้เด็ดขาด ก็คือเรื่องราวประวัติศาสตร์ความขัดแย้งและความเป็นศัตรูไม่เผาผีกันระหว่างสโมสรยูเวนตุส และ อินเตอร์ มิลาน แน่นอนว่า พาเวล เนดเวด ทราบดีแก่ใจถึงความสัมพันธ์ที่สวนทางกันระหว่างสองทีม และหากเขาเลือกหักหาญน้ำใจสาวกเบียงโคเนรี่ในวันนั้นล่ะก็ คุณงามความดีที่เขาสร้างไว้ตลอดเวลาเก้าปี ในถิ่นเดลเล่ อัลปิ คงไม่ต่างอะไรกับการบรรจงเขียนด้วยมือ แต่เอาสองเท้าลบออก นั่นเอง

ท้ายที่สุดเขาจึงเลือกตัดสินใจแขวนสตั๊ด ก่อนจะได้รางวัลตอบแทนความจงรักภักดี ด้วยการได้รับโอกาสให้เข้ามาเป็นหนึ่งในทีมบริหารของสโมสร และในปัจจุบัน พาเวล เนดเวด ก็มีตำแหน่งเป็นถึงรองประธานสโมสรยูเวนตุส


Steven Gerrard

2. สตีเว่น เจอร์ราร์ด Steven Gerrard กับสโมสรลิเวอร์พูล

คนต่อมายังคงเป็นนักฟุตบอลในตำแหน่งมิดฟิลด์ แต่คราวนี้ข้ามมาที่เกาะอังกฤษบ้าง นั่นก็คือ สตีเว่น เจอร์ราร์ด สุดยอดกัปตันทีมในดวงใจของเหล่า เดอะ ค็อป ลิเวอร์พูล หลังจากขีดเขียนเรื่องราวมหัศจรรย์ในการคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อปี 2005 ที่อิสตันบูล กัปตันสตีวี่ ผู้เติบโตมากับระบบเยาวชนของสโมสรตั้งแต่ปี 1989 เกือบจะได้ย้ายออกจากสโมสรลิเวอร์พูล

เนื่องจากในเวลานั้นบรรดาสรรพสื่อในประเทศต่างก็โหมประโคมข่าวที่ เจอร์ราร์ด จะย้ายไปร่วมงานกับโชเซ่ มูรินโญ่ ในถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ เชลซี เพราะตัวของ มูรินโญ่ นั้นก็ชื่นชอบชื่นชม ในความสามารถของกองกลางทีมชาติอังกฤษเป็นทุนเดิมอยู่แล้วด้วย อีกทั้งยังมีการซัพพอร์ทเรื่องเงินจากเสี่ยหมี โรมัน อบราโมวิช เจ้าของทีมในการเดินหน้าคว้าตัว สตีเว่น มาร่วมทีม

ตอนนั้น สตเว่น เจอร์ราร์ด อายุ 25 ปี และมีความปรารถนาอย่างมากว่าต้องการจะก้าวไปคว้าเกียรติยศ อย่างแชมป์พรีเมียร์ ลีก มาครองให้ได้สักครั้งในชีวิต และเชลซี ก็เป็นสโมสรที่กำลังพุ่งแรงขึ้นมาในยุคนั้น และน่าจะตอบโจทย์ทุกอย่างให้เขาได้

ทว่าด้วยเพราะมีสิ่งเดียวที่เงินของเชลซี ไม่สามารถซื้อได้ ก็คือหัวใจที่ สตีเว่น เจอร์ราร์ด มอบให้กับสโมสรลิเวอร์พูล มาตั้งแต่อายุ 8 ขวบ และปรารถนาเดียวที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าถ้วยแชมป์พรีเมียร์ ลีก ก็คือความรักที่เจ้าตัวมอบให้กับตราหงส์แดง

ในท้ายที่สุดเขาจึงเลือกทำตามเสียงหัวใจ ด้วยการอยู่รับใช้สโมสรลิเวอร์พูล ที่เขารัก และอุทิศทุกอย่างที่เขามีมอบให้กับสโมสรแห่งนี้ ไปจนวันสุดท้ายที่เขาประกาศอำลาสโมสร และไปเล่นที่อเมริกาหนึ่งซีซั่นกับ แอลเอ แกแลคซี่ และแขวนสตั๊ดในปี 2016 โดย สตเว่น เจอร์ราร์ด กล่าวว่า “แน่นอนว่าผมเสียใจที่ทั้งชีวิตไม่เคยสัมผัสถ้วยแชมป์พรีเมียร์ ลีก แต่ผมก็ภูมิใจในความรักและภักดีของผมที่มีต่อสโมสรลิเวอร์พูล ที่ผมรัก


Francesco Totti

3. ฟรานเชสโก้ ต็อตติ Francesco Totti เทพเจ้าแห่งโรม สโมสรโรม่า

จากเมืองลิเวอร์พูล เรากลับมาต่อกันที่กรุงโรม ประเทศอิตาลี กับนักฟุตบอลผู้ยิ่งใหญ่ของสโมสร อาแอส โรม่า ที่มีนาม ฟรานเชสโก้ ต็อตติ แน่นอนว่านี่คือชื่อเสียงเรียงนามของสุดยอดนักฟุตบอลชาวอิตาลี ที่นอกจากจะโดดเด่นในเรื่องพรสวรรค์ฟุตบอลแล้วนั้น ยังมีภาพจำที่เด่นชัดคือความจงรักภักดีต่อสโมสรโรม่า อย่างมาก และถูกเรียกขานว่าเป็น เจ้าชายหมาป่า

ในปี 2001 ฟรานเชสโก้ ต็อตติ ที่ตอนนั้นอายุครบวัยเบญจเพศ ได้รับความสนใจจากสโมสรที่เคลมตัวเองว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในโลก อย่าง เรอัล มาดริด ในเวลานั้น ราชันชุดขาวกำลังริเริ่มโครงการเมกกะ โปรเจคต์ ด้วยการหว่านเงินกวาดต้อนซุปเปอร์สตาร์ของวงการลูกหนัง ให้ไปรวมตัวกันที่ซานติอาโก้ เบอร์นาเบว และเรียกขานกันต่อมาว่า กาแลคติกอส และแน่นอนว่า ฟรานเชสโก้ ต็อตติ คือหนึ่งในรายชื่อที่ ฟลอเรนติโน่ เปเรซ ประธานสโมสรชุดขาวต้องการตัวไปร่วมในโครงการนี้ต้องบอกก่อนว่าเวลานั้น เรอัล มาดริด มีผู้เล่นชื่อดังมากมาย ไม่ว่าจะเป็น ซีเนอดีน ซีดาน ที่ย้ายมาจากยูเวนตุส , หลุยส์ ฟิโก้ ที่ย้ายมาจากบาร์เซโลน่า เมื่อปี 2000 , รวมถึงพวก โรแบร์โต้ คาร์ลอส ที่บ้ายมาจากอินเตอร์ มิลาน ตั้งแต่ปี 1996 และยังมีพวกเดวิด เบ็คแฮม ที่ตามมาในปี 2003 กับอีกมากมาย

เรียกได้ว่าที่เรอัล มาดริด ตอนนั้น เป็นแหล่งชุมนุมชาวยุทธ์ลูกหนังที่แก่กล้าในพลังภายในอย่างมากเต็มทีม และมันก็น่าดึงดูดใจอย่างมาก ที่คนเก่งๆอย่าง ฟรานเชสโก้ ต็อตติ อาจอยากจะย้ายมาร่วมทีมด้วยเพราะนอกจากจะได้เล่นร่วมกับนักฟุตบอลเก่งๆแล้วนั้น แน่นอนว่าเงินทองที่สโมสรจะมอบให้ก็ย่อมมากกว่าที่ได้รับกับสโมสรโรม่า อย่างไม่ต้องสงสัย

แต่คำตอบของ ฟรานเชสโก้ ต็อตติ คือเลือกจะอยู่กับจัลโล่รอสซี่ต่อไป โดยเขาให้เหตุผลไว้ว่า “พวกเราชาวโรมัน ถูกสั่งสอนมาตั้งแต่เด็กว่าครอบครัวสำคัญมากที่สุดเหนือสิ่งอื่นใดและมันไม่เคยมีหรอกที่ลูกชายคนหนึ่งที่เกิดในครอบครัวพ่อแม่ยากจน แล้วเลือกจะทิ้งไปอยู่กับคนแปลกหน้าที่รวยกว่า” จากหัวใจที่รักมั่นในศักดิ์ศรีและความเป็นชาวโรมัน ทำให้ ฟรานเชสโก้ ต็อตติ อยู่รับใช้สโมสรโรม่า เพียงสโมสรเดียวในตลอดชีวิตการค้าแข้งและประกาศอำลาสนามไปเมื่อปี 2017 ท่ามกลางน้ำตาแห่งความเศร้าเสียใจของชาวเมืองโรม


ทั้งสามคนที่เราได้กล่าวถึงนี้ เป็นเพียงบางเสี้ยวส่วนเท่านั้นนะครับ เพราะยังมีนักฟุตบอลอีกหลายคนเช่นกัน ที่รักในศักดิ์ศรีของตัวเองและผูกพันธ์กับสโมสรที่เขาบูชาจนแม้แต่เงินทองมากองตรงหน้ามากมายเพียงใด ก็ไม่อาจจะเปลี่ยนหัวใจของพวกเขาให้เป็นอื่นได้อย่างที่บอกไปในตอนต้นนั่นแหละครับว่า ในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยระบบทุนนิยมนั้นคนใหญ่คนโต สโมสรฟุตบอลที่มีชื่อเสียง หรือแม้กระทั่งองค์กรบางองค์กรมักจะมีชุดความคิด ชุดความเชื่อแบบผิดๆว่าตนเองนั้นคือศูนย์กลางจักรวาล คนเหล่านี้มักเย่อหยิ่งและคิดว่าองค์กรอของตนเองนั้นใหญ่โต และคิดว่าใครๆต่างก็ต้องรู้สึกหลงไหลอยากไปฝากตัวรับใช้ทำงานให้กับองค์กรของตนเองด้วย จนบางทีก็มีบ้างที่หลงลืมจริยธรรมและจรรยาบรรณพื้นฐานของผู้คนที่ร่วมวงการเดียวกันเพียงเพราะแค่อยากเอาชนะคนที่ตนเองไม่ชอบเท่านั้น

แต่ไม่ว่าโลกจะหมุนไปเร็วมากแค่ใหนก็ตาม อย่างน้อยก็จะมีคนที่ไม่มีวันใช้เงินมาง้างหัวใจพวกเขาได้นั่นเพราะศักดิ์ศรีและคุณค่าของความเป็นคนทำงานนั้น มันมีราคามหาศาลมากกว่าสิ่งจอมปลอมเหล่านั้นนั่นเองครับ และบางทีเหตุผลที่ใครสักคนไม่อยากย้ายสังกัดไปร่วมงานด้วยนั้น มันไม่ใช่เพราะคนๆนั้นถูกซื้อตัวไปแล้วแต่อย่างใดหรอก หากแต่ว่าเขาโชคดีพอที่จะได้รับรู้มาก่อนว่าความเป็นไปของสถานที่ต่างๆในวงการนั้น ที่ใหนมันสะอาด และที่ใหนมักสกปรก ต่างหากละครับ