งานประกาศผลรางวัล บัลลงดอร์

ไฮไลท์รางวัลบัลลง ดอร์ยอดดาวยิงระดับตำนานแห่งยุค

ทุกๆปลายปีในเดือนธันวาคม สิ่งหนึ่งที่แฟนบอลต่างรอคอยก็คือ งานประกาศผลรางวัล บัลลง ดอร์ซึ่งเปรียบเสมือนเป็น รางวัลออสก้าร์ สำหรับผู้ประกอบอาชีพนักฟุตบอลทั้งโลก

ไฮไลท์สำคัญสำหรับงานย่อมหนีไม่พ้นรางวัลนักฟุตบอลชายยอดเยี่ยมที่เป็นปลายทางสูงสุดสำหรับพ่อค้าแข้งทุกคน ซึ่งในปีนี้ การขับเคี่ยวชิงชัย เป็นเรื่องของ ยอดดาวยิงระดับตำนานแห่งยุคสมัยอย่าง ลีโอเนล เมสซี่ จากค่ายบาร์เซโลน่า และอีกหนึ่งคือตัวแทนเกมรับสุดแข็งแกร่ง เป็นกองหลังเบอร์หนึ่งของโลกจากสโมสรลิเวอร์พูล เวอร์กิล ฟาน ไดจ์

ไฮไลท์รางวัลนักเตะยอดเยี่ยมปีนี่มีหน้าใหม่อย่าง…

ด้วยความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ อย่างตำแหน่งแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ พาสโมสร ลิเวอร์พูล ผงาดไปนั่งแท่นเมื่อฤดูกาลที่ผ่านแล้ว ประกอบกับผลงาน ที่ชัดเจนในเรื่องของการเข้ามายกระดับเกมรับให้กับหงส์แดง นับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีมเมื่อเดือนมกราคม ปี 2018

จากเด็กล้างจาน สู่นักเตะที่มีอิทธิพลต่อหนึ่งในทีมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกอย่าง ลิเวอร์พูล เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ ผ่านช่วงเวลาพิสูจน์ตัวเองมาตลอดเส้นทางลูกหนังจนทุกวันนี้ ไม่ว่าใครจะรักหรือเกลียดก็ตาม แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับโดยไม่มีข้อแม้ คือความสามารถของเขามันคือของจริงและมันคู่ควรอย่างยิ่งกับการครองรางวัล บัลลง ดอร์ ประจำปี 2019 อย่างไม่ต้องสงสัย

แต่โลกที่กว้างใหญ่ คงเป็นไปไม่ได้ที่จะมีคนเก่งแค่เพียงคนเดียว เพราะในขณะที่ เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ รังสรรค์ผลงานการเล่นที่ยอดเยี่ยมออกมาจนเป็นที่ยอมรับนั้น ยังมีนักฟุตบอลอีกคนหนึ่ง ที่มีผลงานโดดเด่น และเหมาะสมจะคว้ารางวัลบัลลง ดอร์ เช่นเดียวกัน

ในขณะที่ผลงานของ เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ อาจเรียกได้ว่าเป็นปรากฏการณ์มหัศจรรย์ แต่สิ่งนั้น คือสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติธรรมดาของ ลีโอเนล เมสซี่ ในทุกๆปี ดาวเตะอาร์เจนไตน์ ยืนอยู่บนมาตรฐานตรงนี้มาโดยตลอด เป็นมาตรฐานที่หากไม่ใช่เขาทำมันจะเรียกว่าเป็นเรื่องยิ่งใหญ่อย่างมาก

ด้วยการยิงประตูมากถึง 51 ประตู จากการลงสนาม 50 นัด รวมทุกรายการเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา มีส่วนร่วมกับการทำประตูทั้งหมดของ บาร์เซโลน่า ตลอดทั้งฤดูกาล รวมแล้วเกินกว่าครึ่งหนึ่ง ซึ่งนี่ยังไม่นับรวมการสร้างสรรค์เกมอีกนับไม่ถ้วนที่เกิดขึ้นจากปลายสตั๊ดของเขา

ทำไมเมสซี่ถือไม่รู้สึกมหัศจรรย์กับบัลลงดอร์?

แต่คำถามคือ ทำไมคนถึงไม่เคยรู้สึกเลยว่ามันมหัศจรรย์ ? คำตอบก็เป็นมันเป็นเรื่องที่ ลีโอเนล เมสซี่ ทำมาโดยตลอดจนเราต่างก็รู้สึกเฉยๆไปเสียแล้วนับจากที่ ริคาร์โด้ กาก้า อดีตเพลเมกเกอร์รูปหล่อทีมชาติบราซิล คว้าบัลลง ดอร์ ไปครองได้เมื่อปี 2007 หลังจากนั้นมาเป็นเวลา 10 ปีเต็มๆเลยครับ ที่ลูกบอลทองคำ ถูกมอบให้กับคนเพียงสองคนเท่านั้น นั่นก็คือ ลีโอเนล เมสซี่ และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ก่อนที่ในปีที่แล้ว ลูก้า โมดริช ดาวเตะชาวโครแอต จะทะลุขึ้นมาคั่นกลาง ด้วยการขึ้นมารับลูกบอลทองคำไปครองจากผลงานที่พาทีมชาติโครเอเชีย ทะลุไปไกลถึงรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกปี 2018

อาจเรียกได้ว่าเป็นสิบปี ที่ผู้คนหมดอารมณ์ร่วมในการลุ้นว่าใครจะได้รางวัลอันทรงเกียรตินี้ไปครองเพราะมองว่ามันไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นอีกต่อไป เนื่องจากถ้าไม่ใช่ เมสซี่ ก็ต้องเป็น โรนัลโด้ สองคนนี้เท่านั้น แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่คู่ควรกับรางวัลเพราะการที่คุณจะได้รางวัลมาครอง คุณย่อมต้องมีผลงานที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้ และคุณต้องทำงานหนัก เพื่อยืนอยู่ในจุดสูงสุด ซึ่งมันเป็นสิ่งที่ ลีโอเนล เมสซี่ ทำได้มาตลอดสิบปี

ballondor

เมสซี่คู่ควรกับรางวัลปีนี้มากกว่าฟาน ไดจ์จริงหรอ?

แน่นอนว่าในปีนี้ มีคนที่ไม่เห้นด้วยกับการที่ เมสซี่ ได้รับรางวัล เพราะมองว่า เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ นั้นคู่ควรมากกว่า อีกทั้งการเจอกันระหว่าง เมสซี่ และ ฟาน ไดจ์ ในเกมแชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา ก็เป็น ลิเวอร์พูล ของ ฟาน ไดจ์ ที่ก้าวข้ามเอาชนะ บาร์เซโลน่า ของ ลีโอเนล เมสซี่ จนต่อยอดไปคว้าแชมป์ยุโรปในบั้นปลาย

ตรงนี้หากเปรียบเป็นกฏ ก็เหมือน ฟาน ไดจ์ มีผลงาน เฮด ทู เฮด ที่เหนือกว่า เมสซี่ นั่นเองครับ แต่ทุกอย่างย่อมเกิดขึ้นบนพื้นฐาของการตัดสินใจ และกฏของ บัลลง ดอร์ นั้นก็ชัดเจนว่าคะแนนเสียงที่ตัดสินหาผู้ชนะ นั้นมาจากผู้สื่อข่าวฟุตบอล 180 คน จากประเทศต่างๆทั่วโลก 180 ประเทศมันย่อมบ่งบอกชัดเจนว่า ผู้ที่ได้รางวัล นั้นผ่านการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนมาแล้วจากผู้ที่ติดตามฟุตบอลอย่างใกล้ชิดมาตลอด

คำถามในใจหลายๆคน เกิดขึ้นว่า แล้วทำไม เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ ถึงไม่สมควรได้รับรางวัลในปีนี้ทั้งที่ผลงานก็ชัดเจนเป็นหลักฐานยืนยันความยอดเยี่ยมเพราะธรรมชาติความเป็นไปฟุตบอล และของรางวัลนี้ มันก็บ่งบอกชัดเจนอยู่แล้วครับว่าผู้เล่นเกมรับ มักไม่ค่อยได้รับการจับตามองมากเท่าผู้เล่นเกมรุก จากประวัติศาสตร์ในอดีตที่ผ่านมา 64 ปี ที่มีผู้เล่นเกมรับ ได้ขึ้นแท่นรับรางวัลนี้เพียงสี่คนเท่านั้น นั่นก็คือ เลฟ ยาชิน , ฟร้านซ์ เบ็คเค่นบาวเออร์ , มัทธีอาส ซามเมอร์ และ ฟาบิโอ คันนาวาโร่ ซึ่งในแต่ละยุคสมัย ก็มีผู้เล่นเกมรับที่ยอดเยี่ยมมากมายหลายคนเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้รับรางวัลบัลลง ดอร์ ทว่าก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาไม่คู่ควร หรือไม่เก่งลองดูรายชื่อเหล่านี้ เปาโล มัลดินี่ , จานลุยจิ บุฟฟ่อน , อันเดรียส เบรเม่ห์ โรแบร์โต้ คาร์ลอส และอีกมากมาย พวกเขาก็ไม่ได้รางวัลนี้เช่นกัน

ทำไมฟาน ไดจ์ ถึงไม่สมควรได้รับรางวัลในปีนี้

แต่คุณก็ต้องยอมรับความจริงว่า ในปีที่พวกเขาพลาดรางวัลนั้น พวกเขาแพ้ให้กับดาวเตะระดับปรากฏการณ์ของโลกในยุคสมัยนั้นๆจริง

  • ในปี 2002 โรแบร์โต้ คาร์ลอส เข้ามาเป็นอันดับสอง มีคะแนนเป็นรองผู้ชนะอย่าง โรนัลโด้ ถามว่าสมควรมั้ย สมควรแน่นอน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า โรแบร์โต้ คาร์ลอส ไม่คู่ควร
  • ในปี 1994 เปาโล มัลดินี่ ได้คะแนนมาเป็นอันดับที่สาม เป็นรอง ฮริสโต้ สตอยช์คอฟ และ โรแบร์โต้ บาจโจ้ ถามว่าสมควรมั้ย ก็สมควรแน่นอน แต่ก็เช่นเดียวกันที่มันไม่ได้หมายความว่า เปาโล มัลดินี่ ไม่คู่ควร
  • ในปี 2006 ก็เช่นเดียวกันที่ จานลุยจิ บุฟฟ่อน เข้าเป็นที่สอง โดยที่อันดับหนึ่งคือ เพื่อนร่วมชาติอย่าง ฟาบิโอ คันนาวาโร่

ตอนนั้นไม่มีใครตั้งคำถามว่า เปาโล มัลดินี่ ด้อยกว่า บาจโจ้ หรือ สตอยช์คอฟ ตรงใหน โรแบร์โต้ คาร์ลอส ด้อยกว่า โรนัลโด้ ยังไง หรือทำไม บุฟฟ่อน ถึงแพ้ให้กับ คันนาวาโร่ เพราะทุกคนรับรู้ดีว่าผู้ชนะในปีนั้นๆ เขาคู่ควรกับการได้รับรางวัลและก็ไม่ปฏิเสธเช่นกันว่าพระรองในปีต่างๆ เป็นผู้เล่นที่เหมาะสมคู่ควรมากเช่นเดียวกัน

เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ ก็ไม่ต่างอะไรกับผู้เล่นพระรองเหล่านั้น นั่นแหละครับที่ทุกคนอยากให้ได้รางวัล บัลลง ดอร์ ไปครอง จากผลงานที่ยอดเยี่ยมที่เขาทำมาตลอดปีกับลิเวอร์พูล แต่เมื่อการตัดสินออกมาแล้วไม่ใช่เขาที่ได้รับ นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ลีโอเนล เมสซี่ ต้องโดนดิสเครดิต กับการคว้ารางวัลลูกฟุตบอลทองคำมาครอง เพราะดาวเตะอาร์เจนไตน์ ก็มีซีซั่นที่ยอดเยี่ยมเป็นของตนเองเช่นเดียวกัน

ballondor-messi

กรรมการรางวัลบัลลง ดอร์ ได้รับการยอมรับว่ายุติธรรมมาเกิน 50 ปี

อย่าให้ตัวเลขอันดับ มาลดทอนคุณค่าในตัวคุณ และอย่าเอาการตัดสินใจของตัวเองมาเป็นศูนย์กลางจักรวาล เพราะรางวัลบัลลง ดอร์ นั้น มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และระบบการลงคะแนนตัดสินก็เป็นการลงคะแนนที่บริสุทธิ์ ยุติธรรม มากที่สุด ผ่านการพิสูจน์มาเกิน 50 ปี

ลีโอเนล เมสซี่ ไม่ได้ทำอะไรผิดเลย เช่นกันกับ เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ ที่พยายามสร้างผลงานจนพาตัวเองมายืนอยู่ในจุดที่เขาสมควรได้ยืน แต่เมื่อตัวรางวัล มันย่อมมีผู้ที่สมหวัง และ ผู้ที่พลาดหวังการตัดสินที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง ตามกฏ กติกา ที่ตั้งไว้ สิ่งเดียวที่เราควรทำ คือการยืดอกยอมรับผลของมันไม่ใช่การมาตั้งแง่ ดูหมิ่นดูแคลนกันเอง เพราะขนาดตัวผู้แข่งขันเขายังมีความเข้าใจและแสดงความยินดีต่อกัน นั่นก็หมายความว่าการต่อสู้ได้จบลงแล้ว

ฟาน ไดจ์มาถึงจุดนี้ถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว

โดยตัวของ เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ เองก็กล่าวถึงการประกาศผลรางวัลที่ออกมา ซึ่งเขาแพ้ให้กับลีโอเนล เมสซี่ ไปเพียง 7 คะแนน เท่านั้น ว่า

“แม้จะเป็นปีที่น่าอัศจรรย์มากแค่ใหน แต่ยุคสมัยของเรายังคงมีนักเตะสองคนที่เก่งเหนือธรรมชาติอยู่ คือ เมสซี่ และ โรนัลโด้ เพราะฉะนั้นเราควรต้องเคารพความยิ่งใหญ่ของพวกเขา

แน่นอนว่าผมภูมิใจกับผลงานที่ผมทำในรอบปีที่ผ่านมา กับทั้งสโมสรลิเวอร์พูล และทีมชาติออลแลนด์ และผมหวังจะต่อยอดผลงานที่ดีต่อไปอีก กับส่วนของรางวัลนั้น ผมเกือบจะทำได้แล้ว แต่ยังมีเพียงคนเดียวที่ดีกว่าผม นั่นก็คือ ลีโอเนล เมสซี่ และเราต้องเคารพในสิ่งที่เขาทำ”

ขณะที่ ลีโอเนล เมสซี่ ผู้ชนะรางวัลบัลลง ดอร์ เป็นสมัยที่หก มากที่สุดในประวัติศาสตร์เขาก็ได้พูดถึงช่วงเวลาแห่งความภูมิใจ จากหยาดเหงื่อที่เขาเสียไป เพื่อทำผลงานที่ยอดเยี่ยมออกมา ตลอดทั้งปี ว่า “นี่เป็นลูกบอลทองคำใบที่หกแล้วสำหรับผม ต้องขอบคุณครอบครัวผม ภรรยาและลูกๆ ที่พาผมมาถึงตรงนี้ได้ ภรรยาผมบอกเสมอว่าสิ่งสำคัญที่สุดคืออย่าหยุดที่จะฝันและทำงานหนักอยู่เสมอเพื่อพิสูจน์ตัวเอง และมีความสุขกับดอกผลของมัน ผมยังหวังว่าจากนี้ไปผมจะยังคงอยู่ในระดับสูงเช่นนี้ได้ต่อไป” ทั้ง เวอร์กิล ฟาน ไดจ์ และ ลีโอเนล เมสซี่ ต่างก็คู่ควรกับบัลลง ดอร์ แต่สุดท้ายผู้ชนะย่อมมีได้เพียงคนเดียว เราก็ต้องว่ากันไปตามกติกาครับ

6-ballondor-messi

รางวัลปีนี้ตกเป็นของ ลีโอเนล เมสซี่ สมัยที่ 6

ขณะที่รางวัลนักฟุตบอลชายยอดเยี่ยม ตกเป็นของ ลีโอเนล เมสซี่ ซึ่งนับเป็นสมัยที่ 6 ที่เจ้าตัวคว้าลูกบอลทองคำไปครอง ในปีนี้ยังมีการแจกรางวัลยาชิน โทรฟี่ หรือก็คือ ผู้รักษาประตูยอดเยี่ยมประจำปี ซึ่งถือเป็นปีแรกที่มีการมอบรางวัลสาขานี้สำหรับผู้รักษาประตูโดยเฉพาะและก็เป็นไปตามคาด ที่ อลิสซง เบ็คเกอร์ นายด่านแซมบ้าจอมหนึบ ของสโมสร ลิเวอร์พูล ได้รับการโหวตให้ครองรางวัลดังกล่าวเป็นคนแรก จากผลงานที่สุดยอดทั้งกับสโมสรและทีมชาติ

ต่อมาก็คือรางวัล โกป้า โทรฟี่ หรือ นักฟุตบอลดาวรุ่งยอดเยี่ยม ที่ในปีนี้ ตกเป็นของ มัตไธจ์ส เดอ ลิกต์ กองหลังจอมแกร่งจากสโมสรยูเวนตุส ที่คว้ารางวัลนี้ไปครอง จากผลงานยอดเยี่ยมในการพาสโมสรอาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม เป็นแชมป์ฟุตบอลลีก และบอลถ้วยภายในประเทศฮอลแลนด์ รวมทั้งการก้าวไปไกลถึงรอบรองชนะเลิศฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ในซีซั่นที่ผ่านมา

และทั้งหมดนี้ก็คือภาพรวมของงานประกาศรางวัล บัลลง ดอร์ ที่จัดโดยนิตยสาร ฟร้องซ์ ฟุตบอล ประจำปี 2019 ที่ทีมงานตัวเทพฟุตบอล ได้รวบรวมข้อมูลมานำเสนอครับ สุดท้ายนี้ก็อย่างที่บอกครับ ว่าอย่าปล่อยให้รางวัลมาลดทอนคุณค่าในตัวคุณ เพราะรางวัลที่ได้รับ มันก็แค่สิ่งที่ตอบแทนหยาดเหงื่อเท่านั้น สำคัญก็คือการที่เราไม่ได้รับรางวัลก็ไม่ได้หมายความว่าเราไม่คู่ควรแต่อย่างใด

สิ่งสำคัญที่สุดคือการยอมรับผลของมันอย่างเข้าใจและให้เกียรติผู้ชนะ จากนั้นเราก้ต้องกลับไปสร้างผลงานที่ดีของเราต่อไป เหมือนการทำความดีที่เราไม่ควรหยุดทำ เพราะเป็นเครื่องยืนยันความเป็นมนุษย์ของพวกเรานั่นเองครับ


ฟาน ไดจ์ พลาดรางวัลในครั้งนี้มีหลายปัจจัย และส่วนหนึ่งมาจากกรรมการเทคะแนนให้เพื่อนร่วมทีมอย่างมาเน่ด้วยส่วนหนึ่ง กลับมาจุดเปลี่ยนของ อาร์เซน่อล ตกตํ่าสุดเพราะอะไร ติดตามข่าวบอล maxbet ฟุตบอลต่างประเทศได้ที่นี่ sboasia88.com