แม้จะจบศึกแดงเดือดลงไปแบบบัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น ควันหลงด้วยผลเสมอกัน 1-1 ประตู ซึ่งฝ่ายของเจ้าบ้าน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั้นเล่นได้ดีเกินคาด จนสร้างความลำบาก ให้กับ ลิเวอร์พูล จ่าฝูงที่ต้องพยายามอย่างหนักจนมาได้ประตูตีเสมอในช่วงก่อนจบเกมไม่กี่นาที

หลายฝ่ายต่างก็มีมุมมองไปว่า การที่ปีศาจแดง สามารถจะหยุดไม่ให้ ลิเวอร์พูล สามารถเข้าสถิติชนะรวดต่อเนื่องเป็นเกมที่ 9 ได้นั้น ถือเป็นเรื่องดีสำหรับทีมผู้ตามอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่ขยับมาใกล้ชิดที่ 6 คะแนน และเลยมองกันไปว่าผลการแข่งนัดนี้ น่าจะเป็นสปริงจุดเปลี่ยนประจำฤดูกาลนี้ ของทัพปีศาจแดงไปในตัว และการสะดุดของ ลิเวอร์พูล ก็อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำหรับการล่าแชมป์พรีเมียร์ ลีก สมัยแรกของพวกเขาอีกด้วย

ควันหลงศึกแดงเดือด

แต่ในความเป็นจริงก็คือ มันแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย หากมองในแง่ที่ว่ามันก็แค่เกมนัดหนึ่ง ซึ่งผลเสมอ ก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายสำหรับลิเวอร์พูล ด้วยซ้ำไป เพราะพวกเขาก็ยังอยู่ในตำแหน่งผู้นำเหมือนเดิม กลับกันเป็นฝั่งของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซะอีกที่ตกที่นั่งลำบากจากการเก็บได้แค่หนึ่งแต้มในบ้านตัวเอง เพราะเมื่อสิ้นสุดแมตช์เดย์ที่ 9 ลง พวกเขาพบว่าตนเองตกไปอยู่อันดับ 14

ซึ่งมันก็ยังเป็นสถานการณ์ที่ไม่ได้ดีขึ้นกว่าที่ผ่านมาเท่าไร เพราะหากตัดแค่เรื่องความสะใจที่ได้หยุด ไม่ให้คู่แค้นอย่างลิเวอร์พูล เก็บสามแต้มได้ นอกนั้นคือพวกเขายังเหมือนเดิม

ควันหลงศึกแดงเดือด ต้นกำเนิดมาจาก..

ในอดีต แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คือทีมระดับมหาอำนาจ ที่ครองวงการฟุตบอลมาตั้งแต่ยุคเริ่มก่อตั้งพรีเมียร์ ลีก ในทศวรรษที่ 90
ด้วยผลงานคงเส้นคงวามาตลอดระยะเวลาที่ เซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสัน นั่งครองตำแหน่งประมุขของทีมซึ่งหากจำกันได้ มันเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ ลิเวอร์พูล เวียนวนอยู่แต่กับเป้าหมายการทำอันดับติดพื้นที่ท้อปโฟร์ ที่แม้อาจจะมีบางปีที่ทะลุมาถึงรองแชมป์

แต่ก็มักจะสวิงผลงานต่ำลงเมื่อฤดูกาลใหม่มาถึง ส่วนมากวาสนาของหงส์แดง ในยุคที่ ปีศาจแดงเรืองอำนาจ มักจะทำได้เพียงมีแชมป์บอลถ้วยติดมือมากกว่า โดยที่ใหญ่ที่สุดก็คือแชมเปี้ยนส์ ลีก ในปี 2005 ที่อิสตันบูลนั่นเอง

กลับกัน สถานการณ์ปัจจุบัน ที่เรียกว่าสวิงกลับไปอยู่ที่ลิเวอร์พูล อีกครั้งในการขึ้นมาเป็นมหาอำนาจของลีก ด้วยฟอร์มเปล่งปลั่งฮอตฮิตติดลมบนยิ่งกว่าอัลบั้มเพลงของพี่เบิร์ด ธงไชย

แถมยังสามารถเข้าชิงฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ถึงสองปีติดต่อกัน ซึ่งก็คว้ามาครองได้หนึ่งครั้งเมื่อซีซั่นที่แล้ว สวนเส้นทางกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ตกต่ำจากผลงานมือเปล่าสองปีติดต่อกัน แถมในตอนนี้ก็เวียนว่ายอยู่ในโซนกลางตารางค่อนไปทางข้างล่าง ซะส่วนใหญ่

ทีนี้มันจึงมีการนำสภาพการณ์ของปีศาจแดง ในตอนนี้ ไปเปรียบเทียบกับลิเวอร์พูล ในยุคที่ต้องอยู่ใต้ร่มเงาของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในยุคของเซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสัน นั่นเอง

ลิเวอร์พูล กับเกมแดงเดือด

จากการสืบค้นประวัติศาสตร์ จะพบได้ว่าจุดเริ่มต้นความตกต่ำของ ลิเวอร์พูล ในฟุตบอลอังกฤษนั้น มาจากการโบกมือลาตำแหน่งแบบกะทันหันของ เคนนี่ ดัลกลิช ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 1991 เพราะในช่วงเวลาที่ คิง เคนนี่ ทำทีมนั้น เขาไม่เคยพาหงส์แดงบินต่ำกว่าที่สองเลย ด้วยการเป็นแชมป์ลีก 3 สมัย และเอฟเอ คัพ 2 หน

liverpool

หลังการจากไปของ เคนนี่ ดัลกลิช ลิเวอร์พูล แต่งตั้งให้ รอนนี่ มอแรน เข้ามาทำหน้าที่กุนซือชั่วคราว ก่อนต่อมาจะไปเรียกให้ แกรม ซูเนสส์ เข้ามารั้งบังเหียนทีมแบบถาวร ซึ่งแม้จะจบฤดูกาล 1990-1991 ด้วยตำแหน่งรองแชมป์ แต่มันพิสูจน์ฝีมืออะไรมากไม่ได้ เพราะ ซูอี้ คุมทีมเพียงห้าเกมสุดท้ายเท่านั้น

หงส์แดงฤดูกาลที่แล้วทำได้แค่รองแชมป์

ซีซั่นต่อมาต่างหากที่ถือเป็นบทพิสูจน์ฝีไม้ลายมือกุนซือหน้าติดหนวดอย่างแท้จริง เพราะได้เริ่มจัดทัพด้วยตนเองแบบเต็มตัว ซึ่งผลงานที่ออกมานั้นก็เรียกได้ว่า งามหน้าแบบสุดๆ ด้วยการจบซีซั่นด้วยการลงไปนอนกองอันดับหก ซึ่งเป็นอันดับที่ต่ำสุดในรอบ 27 ปี ซึ่งแม้จะคว้าถ้วยเอฟเอ คัพ มาครองได้ แต่ตอนนั้นบรรยากาศเหนือฟ้าแอนฟิลด์ มันก็เริ่มมีสิ่งไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้นแล้วจากนั้นมาอีกสองปี ซูเนสส์ ก็ไม่อาจทำให้ทีมกระเตื้องขึ้นได้ ด้วยการจบอันดับหกและแปด ซึ่งเป็นสองปีสุดท้ายของ แกรม ซูเนสส์ ที่มือเปล่าอีกด้วย

เมื่อผลงานย่ำแย่ และดูท่าว่าไม่อาจจะพาหงส์แดงกลับมาผงาดฟ้าได้ เขาจึงออกจากตำแหน่งไปในปี 1994 และเป็น รอย อีแวนส์ ที่เข้ามารับตำแหน่งต่อจากเขา ซีซั่น 1994-1995 รอย อีแวนส์ พาทีมกลับไปอยู่ท้อปโฟร์ ด้วยการจบที่อันดับสี่ พร้อมทั้งคว้าแชมป์ลีก คัพ ติดไม้ติดมือ มาด้วย ทำให้หลายคนต่างวาดวิมานกันไปว่า

จุดแย่ของหงส์แดง ก่อนกลับมาบรรจงอีกครั้ง

นี่แหละคือคนที่จะเข้ามาพาทีมกลับไปอยู่ในจุดที่เคยอยู่อีกครั้ง แต่ความจริงคือ อาฟเตอร์ ช็อค ที่ตะสะเก็ดมาจากยุคของ แกรม ซูเนสส์ มันยังคงตามหลอกหลอนทีมอยู่ และทำให้แชมป์ ลีก คัพ เป็นเพียงเกียรติยศเดียวที่ อีแวนส์ ทำได้ โดยที่ไม่เคยพาทีมไปไกลกว่าตำแหน่งอันดับสามในตารางพรีเมียร์ ชิพ เลย

ซึ่งในช่วงนั้นมันเหมือนบทละครที่คนโรคจิตได้บรรจงสรรสร้างเอาไว้ เพราะขณะที่ ลิเวอร์พูล ประสบภาวะตกต่ำ ก็เป็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมคู่แค้นที่ผงาดขึ้นมาครองวงการนั่นเอง

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตกตํ่าในศึกแดงเดือด

กลับมาที่ปัจจุบันจะเห็นได้ชัดว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ดูไม่ต่างจาก ลิเวอร์พูล ในตอนนั้นสักเท่าไร เพราะหลังการวางมือของบรมกุนซืออย่าง เซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสัน นั้น ทีมตราอสูงก็จบฤดูกาลในท้อปโฟร์เพียงสองครั้งเท่านั้น ตลอดหกปีหลังที่ผ่านมา

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

โดยมีแชมป์รายการใหญ่ๆ เป็นฟุตบอลถ้วยเอฟเอ คัพ , ลีก คัพ และ ยูโรป้า ลีก เท่านั้น และมันไม่เพียงพอแน่นอนกับทีมที่เคยสำลักความสุขความสำเร็จมาตลอดช่วง 20 กว่าปีที่ผ่านมา

แมนยูกับความสำเร็จในเปิดศึกแดงเดือด

อีกหนึ่งความเหมือนกันของพวกเขา ยังเป็นในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทีมช่วงเปลี่ยนผ่าน หากจำกันได้ ตอนที่ เคนนี่ ดัลกลิช อำลาทีมหงส์แดง สโมสรก็หว่านเงินเสริมทีมไปมากมายโดยที่มีทั้งที่คุ้มค่า และตำน้ำพริกละลายแม่น้อเมอร์ซี่ ซึ่งส่วนมากมันเป็นการซื้อตัวที่ไม่คุ้มค่านี่แหละ มันก็เลยทำให้พวกเขาเคว้งคว้าง เพราะแกนหลักตัวเดิมๆก็เริ่มโรยราลงแล้ว

แมนยูตกตํ่าหลังไร้ป๋าเซอร์จริงหรอ

เช่นเดียวกันกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่หลังหมดวาระของเซอร์ อเล็ก เฟอร์กูสัน พวกเขาก็ได้จับจ่ายใช้สอยเงินในตลาดนักเตะไปแบบบ้าคลั่ง แถมประเคนค่าเหนื่อยในระดับที่มหาศาลให้นักเตะ แต่กลับพบว่า เป็นการขาดทุนแบบหนักหน่วงเพราะ นักเตะหลายคนต่างก็เอาชื่อมาทิ้งลงชักโครกที่โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด กันหลายคน ไม่ว่าจะเป็น เมมฟิส เดอปาย , อังเคล ดิ มาเรีย , ราดาเมล ฟัลเกา, อเล็กซิส ซานเซส และอีกหลายต่อหลายคน

ซึ่งไอ้การเสียเงินแบบเปล่าประโยชน์เช่นนี้แหละ ที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นหนึ่งในประเด็นที่ทำให้ สภาพทีมปีศาจแดงตอนนี้มันเข้าขั้นผู้ป่วยห้องไอซียู


สุดท้ายนี้ก็ต้องมาดูกันว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะต้องใช้เวลาในการกลับมาอยู่บนจุดสูงสุดอีกนานแค่ใหน จะนานเหมือนที่ลิเวอร์พูล รอคอยมาสามสิบปีหรือไม่ หรือจะเป็นอย่างที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา บอกว่าอาจใช้เวลา แต่ไม่นานเหมือนลิเวอร์พูล แน่นอน

ทว่าบางทีคำถามที่ควรถามมากกว่าก็คือ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เองนั่นแหละ จะมีเวลาหายใจบนตำแหน่งกุนซือปีศาจแดง อีกนานแค่ใหน?


เห็นหรือยังครับควันหลงเกมแดงเดือดครั้งนี้ แม้ว่าผลจะเจ๊าแบ่งเเต้มกันไป แต่ก็ยังไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย ด้วย ปีศาจแดงที่ไร้ใจ หาคำตอบได้จากที่นี่

ถ้าห่างอยากจะทดลองเล่น เทคนิคแทงบอล หรือ แทงบอลออนไลน์ ก็ลองติดต่อสมัครฟรี ที่ได้ที่นี่

sboasia88 logo

อยากรวย อยากสนุก อย่าช้า!

สมัครเลย

สมัครแล้วจะมีเจ้าหน้าที่ติดต่อกลับไปค่ะ