เรื่องราวคนสู้ชีวิต เจมี่ วาร์ดี้ กว่าจะเป็น ดาวซัลโว ไม่ใช่เรื่องง่าย

ย้อนเวลากลับไปเมื่อช่วงเดือนสิงหาคม ปี 2018 สโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ จัดการมอบสัญญาใหม่ให้กับ เจมี่ วาร์ดี้ กองหน้าดาวยิงตัวเก่งของทีม โดยระยะเวลาสัญญานั้นจะไปสิ้นสุดลงในปี 2022 และแม้จะไม่มีการเปิดเผยตัวเลขค่าเหนื่อย ที่เลสเตอร์ ซิตี้ จะมอบให้ แต่หลายฝ่ายก็คาดการกันไว้ว่าตัวเลขไม่น่าจะต่ำกว่า 140,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์

แน่นอนครับว่ามันช่างเป็นตัวเลขที่ไม่มากไม่มายอะไรเลย เมื่อเทียบกับการที่ เจมี่ วาร์ดี้ เคยพาทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก สมัยแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสรแต่สาระสำคัญของสัญญามันคือการตอบแทนหยาดเหงื่อและความทุ่มเทที่เขามอบให้กับสโมสรมาโดยตลอด

จุดเริ่มต้น เจมี่ วาร์ดี้ ในวงการฟุตบอล

เจมี่ วาร์ดี้ (Jamie Vardy)ภาพจำของเจมี่ วาร์ดี้ (Jamie Vardy) คือนักฟุตบอลที่ต่อสู้ชีวิตมาอย่างโชกโชน จากจุดเริ่มต้นที่เชื่อได้เลยว่าไม่มีใครที่รู้จัก เขาใช้ความมุ่งมั่นและอดทน รวมไปถึงความรักที่มีต่อการเล่นฟุตบอลเป็นเชื้อเพลิงคอยเติมให้เขาเดินหน้าทำตามความฝันมาโดยตลอด ด้วยพื้นฐานเป็นเด็กที่เกิดในครอบครัวชนชั้นแรงงานเต็มขั้น เป้าหมายในใจของเด็กน้อยที่รักฟุตบอล อย่างเขาในตอนนั้น มีเพียงการได้พาชีวิตตนเองให้ก้าวไปอยู่กับทีมเชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ อันเป็นทีมประจำเมืองที่เขาเกิดให้ได้สักครั้ง

วาร์ดี้ ทำอะไรก่อนที่จะมาเตะฟุตบอล

ซึ่งในปี 2002 ความฝันเบื้องต้นของเขาก็เป็นผลสำเร็จ เมื่อได้ย้ายเข้ามาอยู่ในระบบเยาวชนของสโมสรนกเค้าแมว ในตอนอายุ 15 ปี แต่ความฝันมักสวนทางกับความจริง เพราะเพียงไม่นานนัก เจมี่ วาร์ดี้ กลับพบว่าต้องกลายเป็นส่วนเกิน ที่สโมสรไม่ต้องการ และไม่มีการมอบสัญญาใหม่มาให้ มันเป็นจุดสิ้นสุดความฝันของเจมี่ วาร์ดี้ เขาต้องออกจากทีมและนับจากตรงนั้นเขาจำเป็นต้องหางานอย่างอื่นทำเพื่อเลี้ยงปากท้อง เลี้ยงชีวิต

  • วาร์ดี้ ในวัย 16 ปี ได้งานทำในโรงงานทำขาเทียม แม้จะสามารถหาเงินได้ด้วยตัวเองแล้ว แต่ความเป็นจริงก็คือค่าแรงจากการทำงานหนักในโรงงาน ไม่มีทางทำให้เขาพลิกชีวิตมาเป็นคนร่ำรวย และอยู่สุขสบายได้ เขาอดทนทำงานแบบหาเช้ากินค่ำไปวันๆ
  • แต่สิ่งหนึ่งที่เขาไม่เคยทิ้งก็คือความฝันในการเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ในขณะที่ทำงาน วาร์ดี้ ยังคงมองหาโอกาสอยู่เสมอและเขาเป็นคนที่ไม่เคยรอโอกาส เพราะเขามีความเชื่อว่าในเมื่อวันนี้โอกาสมันไม่มาถึง ก็ต้องสวมรองเท้าออกไปเดินหามันด้วยตนเอง
  • เขาพาตนเองไปตระเวนทดสอบฝีเท้ากับสโมสรต่างๆ และสุดท้ายก็เป็นสโมสรนอกลีกที่เพิ่งก่อตั้งทีมมาได้เพียง 17 ปี อย่างสต็อคบริดจ์ พาร์ค สตีล ที่เห็นแววและนำตัวเขาไปร่วมทีม ในเวลานั้น เจมี่ วาร์ดี้ ได้รับเงินค่าแรง 30 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ซึ่งแม้จะดูไม่มากมายอะไร แต่มันคือเงินที่เขาสามารถจะนำไปเลี้ยงตัวเองได้อย่างดีพอสมควร

ทว่าวิบากกรรมของ เจมี่ วาร์ดี้ ยังคงมีอยู่ เพราะในตอนที่เส้นทางชีวิต ดูเหมือนจะเป็นไปด้วยดี ทว่าด้วยความคึกคะนองตอนวัยรุ่นอายุ 20 ทำให้ วาร์ดี้ มีปากเสียงและถึงขั้นชกต่อยทะเลาะวิวาทในผับแห่งหนึ่งจากเหตุการณ์ในวันนั้นทำให้เขาถูกศาลตัดสินสั่งควบคุมความประพฤติและถูกลงโทษจองจำด้วยการติดกำไลข้อเท้ากักบริเวณเขาให้อยู่ในบ้านอย่างเดียวหลังช่วงเวลาหกโมงเย็นเป็นต้นไป เป็นเวลาครึ่งปี

แต่ความผิดพลาดในชีวิตครั้งนี้ ยิ่งเป็นเชื้อไฟ ให้เจมี่ วาร์ดี้ ยิ่งมีความมุ่งมั่นกับการฝึกซ้อมมากขึ้น เขาเพิ่มความเข้มข้นและความขยันในการขัดเกลาฝีเท้ามากกว่าที่เคย จนกระทั่งในปี 2010 สโมสรฮาลิแฟ๊กซ์ ทาวน์ ได้ทำการยื่นเงิน 15,000 ปอนด์ เป็นค่าตัวในการดึง เจมี่ วาร์ดี้ ไปร่วมทีม

ฤดูกาลแรกกับต้นสังกัดใหม่ วาร์ดี้ สร้างผลงานโดดเด่น ยิงไป 25 ประตู จากการลงสนาม 37 นัด ก่อนที่ไม่นานเขาจะได้ย้ายทีมอีกครั้งไปอยู่กับ ฟลีตวู้ด ทาวน์ และก้ยังสร้างผลงานอันยอดเยี่ยมได้อีก นั่นก็คือ 34 ประตู จากการลงเล่น 42 นัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตะบันสามประตูในเกมเอฟเอ คัพ ที่เขาลงเล่นไปหกเกม ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการยิงประตูใส่สโมสรแบล็คพูล ซึ่งตอนนั้นเป็นทีมระดับพรีเมียร์ ลีก

ในตอนนั้น เอียน ฮอลโลเวย์ กุนซือของแบล็คพูล เกิดความประทับใจในฝีเท้าของ เจมี่ วาร์ดี้ เป็นอย่างมากและต้องการจะซื้อตัวมาร่วมทีมให้ได้ โดยหลังจบเกม ฮอลโลเวย์ ได้เปิดการเจรจากับฟลีตวู้ด ทาวน์ พร้อมยื่นเงิน 750,000 ปอนด์ เป็นค่าตัวของ เจมี่ วาร์ดี้ ในทันที ซึ่งมันถือเป็นจำนวนเงินที่มหาศาลอย่างมากสำหรับนักเตะนอกลีกอย่าง วาร์ดี้ แต่ในตอนนั้น ฟลีตวู้ด ทาวน์ เลือกจะปฏิเสธข้อเสนอของทางแบล็คพูล ทำให้ วาร์ดี้ ยังคงได้อยู่กับทีมต่อไป

เลสเตอร์ซื้อวาร์ดี้มาร่วมทีมได้ยังไง?

เสลเตอร์ซื้อ เจมี่ วาร์ดี้ ได้ยังไงดั่งคำโบราณที่กล่าวไว้ คนเก่งนั้นไม่ว่าจะอยู่ในที่ๆอับแสงเพียงใด แต่แววเจิดจรัสจะฉายส่องออกมาจนมีคนเห็นอยู่เสมอหลังอยู่กับฟลีตวู้ด ทาวน์ หนึ่งฤดูกาล เลสเตอร์ ซิตี้ ที่ในเวลานั้นเป็นทีมจากลีกแชมเปี้ยนชิพ ได้ติดต่อขอซื้อตัว เจมี่ วาร์ดี้ อย่างจริงจัง ก่อนตกลงกันได้ที่ค่าตัว 1.7 ล้านปอนด์

หากเรียงไทม์ไลน์ชีวิตการค้าแข้งของ เจมี่ วาร์ดี้ มันจะเหมือนก้าวกระโดดที่ไกลมาก เพราะเริ่มต้นกับสโมสรนอกลีกอย่าง ฮาลิแฟ๊กซ์ ทาวน์ ในปี 2010 และย้ายมา ฟลีตวู้ด ทาวน์ ในปี 2011 จากนั้นปี 2012 เขาข้ามขั้นจากนอกลีก มาเล่นในศึกแชมเปี้ยนชิพ ซึ่งเป็นลีกรองของประเทศอังกฤษ กับสโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ ก่อนจะใช้เวลาเพียงสองปีเท่านั้น พาจิ้งจอกสยามเลื่อนชั้นกลับขึ้นมาเล่นในพรีเมียร์ ลีก ได้สำเร็จ

จากนั้นจึงสร้างผลงานชิ้นโบว์แดง ด้วยการตะบัน 24 ประตูในเกมพรีเมียร์ ลีก จนพาทีมจิ้งจอกสยาม หักปากกาเซียนทั้งวงการ ด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก มาครองได้ในฤดูกาล 2015-2016

สโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ เปรียบเสมือนบ้านแสนอบอุ่นของ เจมี่ วาร์ดี้ เพราะชีวิตเขามีทุกอย่างได้ ก็เพราะโอกาสที่คุนวิชัย ศรีวัฒนประภา เจ้าของสโมสรผู้ล่วงลับได้ยื่นให้ทำให้เขามีความผูกพันธ์กับ เลสเตอร์ ซิตี้ เป็นอย่างมาก หลังจากคว้าแชมป์พรีเมียร์ ลีก มาครองได้แล้วนั้น สิ่งหนึ่งที่ เจมี่ วาร์ดี้ ไม่เคยยอมให้เกิดขึ้นนั่นก็คือเรื่องมาตรฐานในการเล่นและยิงประตู โดยอย่างที่ทราบกันดีว่านักเตะหลายคนในทีมชุดที่ร่วมกันคว้าแชมป์นั้น ต่างก็ทยอยย้ายทีมไปหลายคน อาทิเช่น เอ็นโกโล่ ก็องเต้ และ ริยาด มาห์เรซ

วาร์ดี้ เลือกปฎิเสธเงินก้อนโตไม่ย้ายทีมเพราะอะไร

ทว่า เจมี่ วาร์ดี้ เลือกจะปักหลักรับใช้สโมสรที่เขารักต่อไป แม้จะมีทีมใหญ่มาตามขายขนมจีบมากแค่ใหนก็ตาม และผลงานที่เขาตอบแทนสโมสรก็คือจำนวนการยิงประตูในพรีเมียร์ ลีก ที่ไม่เคยต่ำกว่าหลักสิบเลยนับตั้งแต่ปีที่คว้าแชมป์มาได้ อย่างที่บอกว่าในปัจจุบัน เจมี่ วาร์ดี้ อายุ 32 ปีแล้ว เป็นช่วงวัยที่หากมองในเรื่องของกายภาพนั้น มันก็ไม่ต่างอะไรกับโค้งสุดท้ายของชีวิตค้าแข้ง ที่สภาพร่างกายย่อมร่วงโรยไปบ้าง

เจมี่ วาร์ดี้ แชมป์พรีเมียร์ลีก

แต่จากผลงานที่เกิดขึ้นในฤดูกาลนี้ของ เจมี่ วาร์ดี้ ได้กลายเป็นหัวข้อที่ผู้คนพูดถึงอีกครั้ง เพราะจนถึงตอนนี้เขาลงเล่นในพรีเมียร์ ลีก ให้กับเลสเตอร์ ซิตี้ ครบทั้ง 18 เกม และยิงประตูได้มากถึง 17 ลูก นั่งแท่นดาวซัลโวพรีเมียร์ ลีก โดยทิ้งอันดับสองอย่าง แทมมี่ อับราฮัม นักเตะวัยรุ่นจากทีมเชลซี มากถึง 6 ประตู

เรียกได้ว่าเป็นการตอบแทนสโมสรที่ยังมอบสัญญาใหม่ให้เขา ทั้งๆที่วัยเข้าเลขสามมาแล้วได้อย่างดีที่สุด จนทำให้ตอนนี้สโมสรเลสเตอร์ ซิตี้ มีผลงานติดลมบนรั้งอยู่ในอันดับสองของตารางคะแนน

เงินจำนวน 1.4 แสนปอนด์ต่อสัปดาห์ ที่มีการเปิดกันว่าเป็นค่าเหนื่อยในสัญญาใหม่ที่ เลสเตอร์ ซิตี้ มอบให้เขา เมื่อปี 2018 ถือเป็นตัวเลขที่น้อยมาก หากนำไปเปรียบเทียบกับนักเตะจากทีมใหญ่อย่าง เชลซี , แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด หรือ แมนเชสเตอร์ ซิตี้

แต่จำนวนเงินนี้คือจำนวนที่สูงมากที่สุดในประวัติศาสตร์สโมสร ซึ่งพวกเขาไม่เคยมอบมันให้กับนักเตะคนใดมาก่อน และในอนาคตที่ไม่มีใครทำนายได้นั้น หาก เจมี่ วาร์ดี้ อยู่กับสโมสรไปจนถึงวันสุดท้ายที่ระบุในสัญญาฉบับล่าสุด ตอนนั้นเขาจะเป็นกองหน้าที่มีอายุมากถึง 35 ปี ซึ่งผลงานจะเปรี้ยงปร้างเหมือนเช่นปัจจุบันนี้หรือไม่คงไม่มีใครรู้ได้

และที่สำคัญคือ เจมี่ วาร์ดี้ คงไม่มีทางได้สัญญาฉบับใหม่ที่ให้เงินมากเท่านี้อีกแล้วอย่างแน่นอน หากแต่ประเด็นก็คือผลงานการเล่นที่เขาใช้ตอบแทนสโมสรต่างหาก ที่เขาให้ความสำคัญมากที่สุด เพราะต้องไม่ลืมว่าในปัจจุบันนี้ เจมี่ วาร์ดี้ ไม่ได้มีปัญหาเรื่องเงินทองเหมือนในวัยเด็กอีกแล้ว

ฉะนั้นตอนนี้สิ่งเดียวที่เขาโฟกัสได้อย่างเต็มที่ ก็คือการเล่นฟุตบอลให้สนุกและมอบความสุขให้แฟนบอลต่างหาก เพราะชีวิตของเขาไม่เหลืออะไรให้ต้องพิสูจน์อีกแล้ว ที่เขามีทุกวันนี้มาได้ ก็เพราะคำว่าโอกาสนี่แหละครับ ที่เขาเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง และวันนี้เขากำลังเก็บเกี่ยวดอกผลของความพยายามและความไม่ย่อท้อของเขาอยู่

นี่แหละครับชีวิตของจิ้งจอกเฒ่า นามว่า เจมี่ วาร์ดี้ 


ถ้าทำเป็นหนังสือชีวะประวัติ เจมี่ วาร์ดี้ ก็คงเป็นแรงบรรดาลใจที่คนที่กำลังจะสู้ชีวิตจนไปประสบความสำเร็จได้อย่างดี และความไม่ย่อท้อต่อปัญหานำพาให้เกิดความสำเร็จได้อย่างดี อย่างไรก็ตามเรายังมีข่าววงใจฟุตบอล อื่นๆ ประเด็ดร้อนข่าวฮิต โหนกระแส ฟุตบอลยูโร ก็ใกล้เข้าแล้วมีอะไรใหม่บ้างในปี 2020 นี้  ได้ที่นี่