ถอดรหัสการทำงานของ เจอร์เก้น คล็อปป์ กับนิยามฟุตบอลเฮฟวี่ เมทัล

ในวันแรกที่ชายชื่อ เจอร์เก้น คล็อปป์ ก้าวเข้ามาสู่รั้วแอนฟิลด์ ในฐานะผู้จัดการทีมคนใหม่แทนที่ผู้จากไปอย่าง เบรนแดน ร็อดเจอร์ส สิ่งแรกที่กุนซือชาวเยอรมันพูดถึง คือการออกปากยกย่องสไตล์การทำทีมของ อาร์แซน เวนเกอร์ ว่าเป็นเป็นความงดงามของฟุตบอล ไม่ต่างอะไรกับวงออร์เครสต้า

แต่สิ่งที่กุนซืออย่างเขาเห็นต่างก็คือ ในขณะที่ฟุตบอลของ อาร์แซน เวนเกอร์ คือดนตรีออร์เครสต้าแต่เจอร์เก้น คล็อปป์ นิยามฟุตบอลของตนเองว่าเป็น “เฮฟวี่ เมทัล” สร้างเครื่องหมายคำถามตัวโตขึ้นในใจทุกคนว่ามันคืออะไรกัน ไอ้ฟุตบอล เฮฟวี่ เมทัล เนี่ย

ก้าวแรกของเจอร์เก้น คล็อปป์สู่รั่วแอนฟิลด์

งานแรกที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ ต้องทำเมื่อเข้ามาจัดการบริหารทีมสโมสรลิเวอร์พูลตอนฤดูกาล 2015-2016 คือการประคับประคองสถานการณ์ของทีม ที่กำลังจะเดินไปสู่จุดแตก เขาพาทีมเข้าชิงฟุตบอลรายการยูโรป้า ลีก ได้สำเร็จ ซึ่งถึงแม้ผลลัพธ์ที่ออกมาคือความพ่ายแพ้ต่อ เซบีย่า แต่ ณ จุดนั้น เจอร์เก้น คล็อปป์ เอาชนะใจแฟนบอลได้ไปแล้วในขั้นต้น

ขณะที่ผลงานในลีกที่จบเพียงอันดับ 6 มนตารางคะแนนนั้น ทุกคนไม่มีใครว่าอะไร เพราะเข้าใจดีว่ามันไม่สามารถจะแก้ไขอะไรได้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ เข้ามาซีซั่นต่อมา คล็อปป์ ค้นหาแนวทางจนเจอส่วนผสมที่ใช่และลงตัว เขาใช้งานสามประสาน ซาดิโอ มาเน่ , ฟิลลิปเป้ คูตินโญ่ และ โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ เป็นหน่วหัวหมู่ทะลวงฟันเข้าห้ำหั่นล่าคู่ต่อสู้ความคล่องแคล่ม รวดเร็ว ของ มาเน่ , ทักษะ ชั้นเชิงการพักบอลจาก ฟีร์มิโน่ และ อาวุธลับการตะบันไกลที่หวังผลได้ของ คูตินโญ่ ส่งผลให้ หงส์แดง ทะยานไปจบอันดับสี่ในพรีเมียร์ ลีก

มันคือจุดที่มีความสำคัญมากๆในการสร้างทีมต่อ เพราะได้สิทธิในการกลับไปลุยฟุตบอลยุโรปถ้วยใหญ่อย่าง ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีกครั้ง ตอนนั้นทุกคนหันมาจับตามองฟุตบอลของ ลิเวอร์พูล กันมากขึ้นเพราะมีสถิติเปิดเผยว่า หงส์แดง เป็นทีมที่ใช้ระดับการเล่นที่รวดเร็วมากขึ้น หรือเรียกว่า Tempo ในการขึ้นเกมที่ไม่เหมือนทีมใดนั่นเอง

ในเวลานั้น เจอร์เก้น คล็อปป์ เปลี่ยนหงส์แดง ให้กลายมาเป็นทีมที่ไม่เกรงกลัวทีมในระดับเดียวกันเพราะผลงานฟ้องว่าพวกเขาไม่แพ้ให้กับทีมในกลุ่มท้อปซิกซ์เลยสักนัดเดียว ผลงานซีซั่นที่สองนั้นเอง ที่ทำให้สถานะของ ลิเวอร์พูล ถูกยกขึ้นมาเป็นทีมเต็งแชมป์ร่วมในซีซั่น 2017-2018

คล็อปป์ คุมหงส์แดงก็ไม่ได้ราบรื่นเสมอไป

แต่ใช่ว่าเขาจะไม่เจอปัญหาอะไรเลยในการสร้างทีม เพราะเมื่อเวลามาถึง ฟิลลิปเป้ คูตินโญ่ ที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ หมายมั่นปั้นมือว่าจะปั้นให้เป็นเสาหลักของทีม กลับแสดงอาการงอแง อย่ากย้ายไปอยู่กับบาร์เซโลน่า จนตัวสั่นกุนซือเยอรมัน พยายามใช้สาริกาลิ้นทองเกลี้ยกล่อมทุกวิถีทาง แม้กระทั่งคุกเข่าร้องเพลงไม่ให้เธอไปก็ตามแต่สุดท้าย คูตินโญ่ ก็ขอขึ้นบัญชีย้ายทีม เพราะใจลอยไปสเปนแล้ว

เขายื้อสถานการณ์ใช้งาน คูตินโญ่ ในครึ่งฤดูกาลแรกได้ แต่สุดท้ายก็ต้องยอมพ่ายแพ้ตัดใจขายทิ้งไปในเดือนมกราคม แลกมากับเงินจำนวนมากหนึ่งก้อนมาไว้สร้างทีมต่อ

คล็อปป์ ประสบความสำเร็จแค่ไหนในการดีลซื้อนักเตะ?

คล็อปป์ ดีลซื้อนักเตะลำพังตัวเจอร์เก้น คล็อปป์ นั้นไม่ใช่คนมือเติบที่จับจ่ายเงินในตลาดนักเตะอย่างบ้าคลั่งอยู่แล้วเขามีคติประจำใจว่า ต้องเลือกนักเตะที่เขาต้องการจะใช้งานได้จริงๆเข้ามาเท่านั้น โดยที่ลิเวอร์พูลนั้น คล็อปป์ คือคนสุดท้ายที่มีอำนาจตัดสินใจว่าจะซื้อขายใคร ทำให้ปัญหาเรื่อง คนซื้อไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ซื้อ ไม่เคยเกิดขึ้นกับ ลิเวอร์พูล ในยุคของเขาเลย ลองไล่เรียงดูผู้เล่นสี่คนในซีซั่นที่สามที่ คล็อปป์ อิมพอร์ทเข้าสู่ทีมดูก็ได้ว่า แต่ละคนคือกำลังหลักมีความสำคัญในทีมมาจนถึงทุกวันนี้ แทบทุกคน

แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน แบ็คซ้ายจาก ฮัลล์ ซิตี้ ราคาแค่ 8 ล้านปอนด์ ที่แม้จะเป็นตัวเลือกสำรองในช่วงเริ่มต้น แต่ คล็อปป์ ก็มีวิธีบริหารจัดการสภาพจิตใจของนักเตะ จากการให้คำแนะนำต่างๆ ทั้งเทคนิคที่ควรเสริมตรงจุดใหน แท็คติกใดที่ต้องทำความเข้าใจให้มากขึ้น สุดท้าย แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน ก็ก้าวข้าม อัลแบร์โต้ โมเรโน่ ขึ้นมายึดสัมปทานพื้นที่กราบซ้ายได้สำเร็จ

อเล็กซ์ อ็อกเล็ด แชมเบอร์เลน กับค่าตัวมหาศาล 40 ล้านปอนด์ ที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นดีลที่ ลิเวอร์พูล เสียค่าโง่อย่างมาก เพราะนักเตะที่เหลือสัญญากับต้นสังกัดปีเดียว ไม่ควรจะแพงมหาศาลอะไรขนาดนั้น แต่ทุกอย่างมีเหตุและผลในการตัดสินใจ เพราะ คล็อปป์ เชื่อมั่นว่าระยะเวลาหนึ่งปีนี้เขาไม่ต้องการรอ เนื่องจาก แชมเบอร์เลน สามารถจะเข้ามาเป็นตัวทีเด็ดคอยเสริมเพิ่มเติมในจุดต่างๆของทีมได้ทันที จึงรีบคว้าตัวมาครองก่อน แม้ต้องจ่ายเงินมากมายก็ตาม

ในรายของ โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ก็เป็นอีกหนึ่งดีลที่แสดงให้เห็นถึงมันสมองของ คล็อปป์ ในการลงตลาดซื้อขาย มีกระบวนการขั้นตอนมากมาย ที่ คล็อปป์ ต้องจัดการด้วยตนเอง กว่าจะบรรลุข้อตกลงกับทีมงานจากสโมสร โรม่า และคว้าสตาร์ดังชาวอียิปต์มาครอง ว่ากันว่าตอนแรก ลิเวอร์พูล เกือบยกธงขาวกับ ซาล่าห์ แล้วด้วยซ้ำ เพราะยุ่งยากวุ่นวายเกินไปในแต่ละขั้นตอน แต่ เจอร์เก้น คล็อปป์ คือคนที่พยายามทำงานหนักจนดีลนี้บรรลุผล ส่วนผลตอบแทนน่ะหรอ ? คงไม่ต้องสาธยายอะไรมากแล้วแหละครับ

เช่นเดียวกันกับตำแหน่งปราการหลังตัวกลาง ที่เจตนารมย์ของเขาชัดเจนมาตลอดว่า เฟอร์กิล ฟาน ไดจ์ คือคนเดียวที่เขาต้องการ คล็อปป์ พลาดปิดดีลนี้ในช่วงซัมเมอร์ส ไม่ได้ แต่เขาก็ไม่มองหาใครคนอื่น เพราะรู้สึกว่าคนเดียวที่จะเข้ามายกระดับทีมได้คือ ฟาน ไดจ์ คนเดียวเท่านั้น เขารอ รอ และรอคอย จนตลาดเดือนมกราคมเปิด จึงจัดการทุ่มเงิน 75 ล้านปอนด์ ที่ เซาท์แฮมตัน ต้นสังกัดของ ฟาน ไดจ์ ในเวลานั้นไม่อาจปฏิเสธได้ และคว้าตัวกองหลังดัตช์มาร่วมทีมในที่สุด

เห็นมั้ยครับว่าแต่ละดีล แต่ละขั้นตอน แต่ละคนที่เข้ามาสู่ทีมนั้น เจอร์เก้น คล็อปป์ พินิจพิเคราะห์ อย่างถี่ถ้วนจนแน่วแน่มั่นใจว่าคือคนที่ใช่และกวาดเข้ามาร่วมทีมจนได้ แถมทุกคนที่เข้ามาก็ไม่สร้างความผิดหวังให้เขาเลย บ่งบอกชัดเจนว่าทุกเม็ดเงินที่เขาจ่ายลงไปนั้นคุ้มค่ามาก เพราะผ่านกระบวนการคิดมาอย่างดีนั่นเอง

การเสียคูตินโญ่เป็นสูตรคุมทีมคล็อปป์หรือไม่?

สูตรคุ้มทีมคล็อปป์การเสีย คูตินโญ่ ไปกลายเป็นผลดีอย่างคาดไม่ถึง เพราะขณะที่ในตอนแรก คล็อปป์ มีนักเตะความเร็วสูงแค่ ซาดิโอ มาเน่ คนเดียวแต่การเข้ามาของ โมฮาเหม็ด ซาล่าห์ ทดแทนการจากไปของสตาร์บราซิลเลี่ยน ได้อย่างดี และกลายเป็นว่า เจอร์เก้น คล็อปป์ มีจรวดทางเรียบในทีมเพิ่มขึ้นมาอีกคน

สามประสาน SMF มีประสิทธิภาพที่กลมกล่อมลงตัว เสริมส่งซึ่งกันและกัน จนกลายเป็นอาวุธร้ายของทีม ด้วยความเร็วและสปีดบอลที่เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมมาก ไม่มีการต่อบอลไร้สาระอีกต่อไป เพราะลิเวอร์พูล ภายหลังยุคของ คูตินโญ่ กลายเป้นทีมที่มีการเข้าทำที่รวดเร็วปานสายฟ้าที่พร้อมลงโทษคู่แข่งให้ดับดิ้นในทุกวินาที เป็นอย่างที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ วาดฝันทุกอย่างเลยนั่นเอง

เจอร์เก้น คล็อปป์ เริ่มต้นทำทีมจากศูนย์ ด้วยการกอบเก็บซากพังของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส เขาค่อยๆก่อรูปสดมสรขึ้นมาใหม่ จนกระทั่งทุกวันนี้มันกลายเป็น ลิเวอร์พูล ที่เรียกได้ว่าทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ อย่างสมบูรณ์แบบเต็มตัว และลิเวอร์พูล ในฤดูกาลนี้ ที่กำลังเดินหน้าทะยานสู่บัลลังก์แชมป์พรีเมียร์ ลีก ครั้งแรกในรอบสามสิบปี ก็คือดอกผลเริ่มต้นเท่านั้น ที่ เจอร์เก้น คล็อปป์ กำลังจะเก็บเกี่ยว หลังใช้เวลาหว่านเมล็ดพันธ์มาสามสี่ปีต่อเนื่อง

และหากจะถามว่า สไตล์ฟุตบอลเฮฟวี่ เมทัล มันคืออะไรกันแน่ คำตอบมันก้คงหนีไม่พ้น การทำงานที่รวดเร็ว ฉับไว แก้ไขตรงจุด ไม่มีการนอกลู่นอกทาง เสียเวลาไปกับอะไรที่ไม่ใช่ พูดง่ายๆก็คือ เฮฟวี่ เมทัล ฟุตบอล มันก็คือตัว เจอร์เก้น คล็อปป์ นั่นแหละครับ


นี่เป็นเพียงหนึ่งของข่าวกีฬา วงในฟุตบอลที่ทีมงานได้ ถอดรหัสการทำงานของเจอร์เก้น คล็อปป์ พร้อมสไตล์การคุมทีมนิยาม เฮฟวี่ เมทัล ยังมีข่าวบอลต่างประเทศอื่นทั่วโลกได้ที่นี่ หรืออยากดูทีมที่ผ่านเข้ารอบฟุตบอล EURO 2020 แฟนบอลรอแทงบอลยูโร ใกล้ระเบิดความมันส์แล้วมีนานี้สนุกแน่